• Urbinner

รู้จักกับสภาวะหมดไฟ (Burnout) คุณกำลังมีอาการเหล่านี้อยู่หรือไม่?

อัพเดตเมื่อ: มี.ค. 24

Highlights

  • สภาวะหมดไฟ (Burnout) เป็น สภาวะที่เราเหนื่อยล้า หมดแรง ไม่อยากทำอะไรทั้งร่างกายและจิตใจ

  • สาเหตุของสภาวะหมดไฟอาจเกิดจากการพบกับความเครียดในระดับที่สูงเกินรับไหว หรือเกิดความท่วมท้นในความรู้สึกเป็นระยะเวลานาน

  • สภาวะหมดไฟไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับเรื่องงานเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัว ความสัมพันธ์ ชีวิตที่บ้านก็ได้

"รู้สึกไม่อยากทำอะไรเลย ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่อยากยุ่งกับอะไร"


ความรู้สึกเหล่านี้อาจเป็นอาการหนึ่งของสภาวะหมดไฟ เมื่อคุณเจอเรื่องเครียดๆ อย่างต่อเนื่องจนทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย ล้า หรือกังวลเป็นระยะเวลานาน แต่คุณก็ยังฝืน ดั้นด้นทำต่อไป จุดสิ้นสุดของมันอาจเป็นสภาวะหมดไฟ (Burnout) ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเอง



เนื้อหาในบทความ

  1. คุณกำลังอยู่ในสภาวะหมดไฟอยู่หรือไม่?

  2. สภาวะหมดไฟ (Burnout) คืออะไร?

  3. สัญญาณและอาการของสภาวะหมดไฟ

  4. ความแตกต่างของสภาวะหมดไฟ (Burnout) กับสภาวะเครียด (Stress)

  5. ภาวะหมดไฟในที่ทำงาน


คุณกำลังอยู่ในสภาวะหมดไฟอยู่หรือไม่?


คุณกำลังอาจอยู่บนทางที่นำไปสู่อาการหมดไฟ ถ้าหาก...

  • รู้สึกว่าทุกวันเป็นวันที่แย่

  • รู้สึกเหนื่อยมาก เมื่อคิดถึงเรื่องงานหรือชีวิตที่บ้าน สิ่งเหล่านี้ต้องใช้พลังงานมาก

  • เหนื่อยกับอะไรบางอย่างตลอดเวลา

  • ใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานที่เป็นภาระของจิตใจ รู้สึกเซ็งๆ หรือหนักหน่วง

  • รู้สึกราวกับว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไรแตกต่างออกไปสักแค่ไหน ก็ไม่มีใครเห็นด้วย หรือยินดีด้วย


สภาวะหมดไฟ (Burnout) คืออะไร?

สภาวะหมดไฟ (burnout) คือ สภาวะของอารมณ์ความรู้สึก, จิตใจ และร่างกาย ที่มีอาการเหนื่อยล้า หมดแรง อันเนื่องมาจากการประสบกับความเครียดระดับสูงเป็นระยะเวลายาวนานเกินไป นอกจากนี้สภาวะหมดไฟ (burnout) อาจเกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกอะไรบางอย่างเป็นระยะเวลานาน เกิดความรู้สึกท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกใดความรู้สึกหนึ่ง รู้สึกหมดพลัง สิ้นหวัง หรือเกิดจากการที่คุณไม่ได้รับอะไรบางอย่างตามที่ตัวเองคาดหวังได้ครั้งแล้วครั้งเล่า


เมื่อความเครียดเริ่มก่อตัว และไม่มีทีท่าว่าจะหายไป คุณก็เริ่มไม่สนใจสิ่งต่างๆ ทีีละเล็กทีละน้อย เริ่มหมดแรงบันดาลใจ ไม่มีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ แม้ว่าคุณควรจะต้องทำ หรือมีหน้าที่ต้องทำมันในตอนแรก


สภาวะหมดไฟ (burnout) ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานต่ำลง มันดึงพลังงานในตัวคุณให้ลดลง และยังทำให้คุณรู้สึกค่อยๆ แย่ลงไป ด้วยความรู้สึก

  • สิ้นหวัง

  • มีคำถามมากมาย ช่างวิจารณ์

  • รู้สึกผิด

  • ไม่อยากทำอะไร

จนสุดท้ายคุณอาจรู้สึกว่าคุณไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว


ความรู้สึกด้านลบเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในทุกมิติของชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เพื่อน ที่บ้าน หรือเรื่องอะไรก็ตามแต่ นอกจากนี้สภาวะหมดไฟยังอาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพเช่นการเจ็บป่วยง่ายขึ้นด้วย



สัญญาณและอาการของสภาวะหมดไฟ

คุณอาจสำรวจตัวเองว่ามีสัญญาณที่แสดงถึงอาการหมดไฟ (burnout sign) ใดบ้างทางด้านร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม


สัญญาณและอาการของสภาวะหมดไฟที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

  • ส่วนใหญ่รู้สึก รู้สึกเหนื่อย ไม่มีแรง

  • มีภูมิคุ้มกันลดลง ป่วยบ่อยขึ้น ง่ายขึ้น

  • ปวดหัวง่ายขึ้น

  • เจ็บปวดกล้ามเนื้อบ่อยขึ้น

  • ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป

  • พฤติกรรมการนอนเปลี่ยนแปลงไป

สัญญาณและอาการของสภาวะหมดไฟที่เกิดขึ้นกับจิตใจ สภาวะอารมณ์ ความรู้สึก

  • มีความรู้สึกถึงความลังเลสังสัยเกี่ยวกับตัวเอง สงสัยเกี่ยวกับความสามารถตัวเอง หรือรู้สึกถึงความล้มเหลว

  • รู้สึกสิ้นหวัง เหมือนอยู่ติดอยู่กับที่ หรือพ่ายแพ้

  • เคว้งคว้าง เหมือนใช้ชีวิตคนเดียวบนโลก

  • ขาดแรงบันดาลใจ หรือไม่อยากทำอะไร

  • มีเสียงวิจารณ์บ่อยขึ้น ชอบที่จะมองเห็นข้อผิดพลาด

  • ความพอใจลดลง

  • ความรู้สึกถึงความสำเร็จลดลง

สัญญาณและอาการของสภาวะหมดไฟที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรม การกระทำ

  • เริ่มออกห่างจากภาระ หรือความรับผิดชอบที่มี

  • อยู่คนเดียว หลีกห่างจากคนอื่น

  • ผัดวันประกันพรุ่งบ่อยขึ้น หรือใช้เวลานานมากขึ้นในการทำอะไรให้เสร็จ

  • หงุดงิดใส่คนอื่น

  • เลื่อนงานบางอย่างออกไป มาสาย หรือกลับเร็วขึ้นกว่าเดิม


ความแตกต่างของสภาวะหมดไฟ (Burnout) กับสภาวะเครียด (Stress)

สภาวะหมดไฟเกิดจากความเครียดที่ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง และความเครียดนั้นต้องเป็นความเครียดที่สูงกว่าปกติ ไม่เหมือนกับความเครียดทั่วไป และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความเครียดนั้นเป็นระยะเวลานานจนเกิดผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ

สภาวะหมดไฟ (Burnout) หรือ สภาวะเครียด (Stress)
สภาวะหมดไฟ (Burnout) หรือ สภาวะเครียด (Stress)

แต่หลายคนที่มีความเครียดอยู่อาจไม่แน่ใจว่าตนเองจะมีสภาวะหมดไฟหรือไม่ และอาจนึกภาพตอนที่ตนเองเผชิญหน้ากับสภาวะหมดไฟไม่ออก เพราะได้ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดันอนู่แล้ว เพราะโดยทั่วไปคนที่ทำงานที่มีความเครียดสูง หรือคนที่เครียดได้ง่ายจะสามารถทำสิ่งเหล่านั้นให้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาได้ และทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด


ในขณะที่สภาวะหมดไฟเกิดจากความรู้สึกว่างเปล่า และเหนื่อยล้าทางใจ ไม่มีแรงจูงใจ และอยู่นอกเหนือจากการดูแล คนที่เคยมีประสบการณ์ในสภาวะหมดไฟจะมองไม่เห็นความหวัง หรือการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าหากความเครียดมีผลทำให้คุณรับผิดชอบอะไรมากขึ้น สภาวะหมดไฟจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณอยากออกห่างมัน และตรงข้ามกับความเครียดที่เมื่อคุณพบกับมันคุณจะรู้ตัวว่ามีความเครียด ในขณะที่หากคุณอยู่ในสภาวะหมดไฟคุณจะไม่รู้ตัวว่ามันเกิดขึ้นกับคุณ



ลักษณะของสภาวะเครียด (Stress)

  • เกิดความสนใจมากผิดปกติต่อสิ่งนั้น

  • สภาวะทางอารมณ์ที่มีจะเกินกว่าปกติ

  • เกิดความรีบร้อนในการทำเรื่องนั้นๆ

  • การตอบสนองมากกว่าปกติ

  • หมดพลังหรือเหนื่อยจากการทำสิ่งต่างๆ

  • อาจนำไปสู่ความกังวล

  • ส่วนใหญ่มักเกิดผลกระทบทางด้านร่างกาย

  • อาจทำให้เกิดความสูญเสีย เสียชีวิตก่อนวัยอันควร


ลักษณะของสภาวะหมดไฟ (Burnout)

  • ไม่รู้สึกสนใจในสิ่งต่างๆ

  • ความรู้สึก สภาวะอารมณ์แห้งหายไป (Blunted)

  • เกิดความสิ้นหวัง และการเพิกเฉย

  • การตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ลดลง

  • หมดแรงบันดาลใจ ความคิด หรือความหวัง

  • อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

  • ส่วนใหญ่มักเกิดผลกระทบทางด้านสภาวะอารมณ์

  • อาจทำให้รู้สึกว่าชีวิตไม่ควรค่าที่จะมีอยู่ ไม่มีคุณค่า



สภาวะหมดไฟเป็นสภาวะที่อันตรายและควรได้รับการดูแลไม่แตกต่างจากสภาวะเครียด ดังนั้นการป้องกันตัวเองจากสภาวะหมดไฟ และดูแลระดับความเครียดของตัวเองเปนเรื่องที่ควรจะให้ความสำคัญ


ภาวะหมดไฟในที่ทำงาน

การทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเครียดสูงอาจไม่ได้นำไปสู่ภาวะหมดไฟ หากความเครียดนั้นได้รับการดูแลความเครียด แต่หลายครั้งที่ความเครียดเหล่านั้นไม่ได้รับการดูแลมากเพียงพอ และยังมีปัจจัยเสี่ยงที่เอื้ออำนวยให้เกิดภาวะหมดไฟร่วมด้วย


ปัจจัยเสี่ยงที่เอื้ออำนวยให้เกิดภาวะหมดไฟในที่ทำงาน

  1. ระยะเวลา กำหนดการส่งงาน ที่ไม่สมเหตุสมผล พนักงานที่มีเวลาทำงานอย่างเหลือเฟือมีโอกาสหมดไฟในการทำงานน้อยกว่าถึง 70% และพนักงานที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเช่น พนักงานดับเพลิงจะมีโอากาสมีสภาวะหมดไฟได้มากกว่า

  2. การขาดการสื่อสารและการดูแลจากหัวหน้า พนักงานและบุคลากรที่ได้รับการดูแลโดยผู้จัดการหรือหัวหน้าเป็นอย่างดี มีโอกาสมีประสบการณ์หมดไฟน้อยกว่า 70% เมื่อเทียบกับพนักงานทั่วไป

  3. การไม่มีหน้าที่ที่ชัดเจน มีเพียง 60% ของพนักงานที่รู้ความคาดหวังของผลลัพธ์ เมื่อความคาดหวังเพิ่มขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไป พนักงานอาจมีโอกาสหมดไฟได้สูงขึ้นเพียงแค่ว่าพวกเขาใช้พยายามคิดว่าพวกเขาควรทำอะไร

  4. งานหรือ Workload มากเกินไป หากปริมาณงานมากเกินไปจนพนักงานไม่สามารถจัดการได้ ความรู้สึกท่วนท้นที่เกิดจากการรับมือกับงานจะทำให้พนักงานรู้สึกหมดไฟได้โดยเร็ว

  5. ถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน หนังานที่พบกับการเลือกปฏิบัติระหว่างการทำงานจะมีโอกาสมากกว่า 2.3 เท่าที่จะพบกับการหมดไฟ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังดูแลองค์กรของคุณอยู่ การมีกิจกรรมคลายเครียดในรูปแบบต่างๆ ให้พนักงานได้ทำก็สามารถช่วยให้พนักงานได้รับการพักผ่อนจากการทำงานที่มีความเครียดได้


แหล่งอ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติม

Urbinner เป็นพื้นที่ที่ให้บุคคลทั่วไปและองค์กรได้เรียนรู้ความสุขที่มั่นคง โดยทีมนักจัดกระบวนการจะพาคุณไปเรียนรู้ทักษะที่นำไปสู่การเข้าใจตัวเอง มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล การตระหนักรู้้และเติบโตร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถทำในสิ่งที่มีคุณค่าและความหมายสำหรับตัวเอง องค์กร และชุมชนของเราได้

0 ความคิดเห็น